ประวัติ Facebook มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก


01ประวัติ Facebook
facebook.com ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลาย
มีสมาชิกถึง 1 ล้านคนภายในเวลาไม่ถึง 1 ปี
และภายใน 6 ปี มีคนทุกทวีปจากทุกเชื้อชาติ กว่า 350 ล้านคน
เข้าชมและใช้มากที่สุดเป็น อันดับ 2 ของโลก

ไปหน้าบทความที่หน้าสนใจ

 

นาย มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก หรือ Mark Elliot Zuckerberg
หนุ่มอายุเพียง 26 ปี ที่ลาออกจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ทั้ง ๆ ที่ไม่จบการศึกษา ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ facebook.com เว็บไซต์ที่เราสามารถอัพโหลดรูปจากมือถือ มาโชว์หน้าเว็บได้ทันที เว็บไซต์ที่เราสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของเพื่อน ๆ และ Idol ที่เราชอบได้ในแบบ Real time

www.facebook.com ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลาย มีสมาชิกถึง 1 ล้านคนภายในเวลาไม่ถึง 1 ปี และภายใน 6 ปี มีคนทุกทวีปจากทุกเชื้อชาติ กว่า 350 ล้านคน เข้าชมและใช้มากที่สุดเป็น อันดับ 2 ของโลก

02

เหตุผลที่ facebook ได้รับความนิยมมาก และรวดเร็วก็คือ การเปิดให้นักพัฒนาโปรแกรมสร้างโปรแกรมหรือเกมใหม่ ๆ มาให้ผู้อื่นเล่นบนเว็บไซต์ได้อย่างเสรี มีการขายสินค้าที่เป็นของขวัญเสมือนจริง แทนการให้ของขวัญจริง ๆ ในราคาแพง และสามารถส่งถึงผู้รับได้อย่างรวดเร็วทันใจ สามารถสร้างความนิยมและความประทับใจให้กับผู้ใช้บริการได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ การลงโฆษณาก็ทำได้ง่ายเหมือนการเขียน e-mail และเข้าถึงกลุ่มผู้ใช้บริการได้อย่างตรงจุด +++

Facebook เป็นเว็บไซต์เครือข่ายทางสังคม หรือ Social Network ที่สามารถเชื่อมโยงเพื่อน ๆ บุคคลในครอบครัว เข้าหากันบนโลก online และทำกิจกรรมได้สารพัดอย่าง สามารถแสดงความคิดหรืออัพโหลดรูปจากงานปาร์ตี้ หรือระหว่างการไปเที่ยว หรืออยู่ระหว่างการแต่งงาน ได้ในทันที ตรงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อโทรศัพท์มือถือได้มีการพัฒนาและก้าวหน้าอย่างยิ่ง โดยอาจจะเรียกได้ว่าเป็น Personal Computer อย่างแท้จริงที่สามารถพกพาไปไหนก็ได้ในปัจจุบัน

ทั้งนี้ นายมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก เริ่มสร้างเว็บไซต์ด้วยตนเองตอนเรียนมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เริ่มจากการให้นักศึกษามาโหวตภาพให้เพื่อน ๆ รู้จักในมหาวิทยาลัยว่าใครฮอตฮิตกว่ากัน และต่อมาได้สร้างเว็บเพื่อให้เพื่อน ๆ ในมหาวิทยาลัยร่วมสังสรรกันในลักษณะ online ได้ทุกวัน ทุกเวลา โดยไม่ต้องพบกันทุกวัน และต่อมาก็ได้พัฒนาขึ้นมาเรื่อย ๆ จนกลายมาเป็นเว็บไซต์ที่เด่นดังที่สุดแห่งหนึ่งของโลกในปัจจุบัน

ในปี 2008 นายมาร์ค คว้าตำแหน่งผู้ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งปี และปี 2009 ในตำแหน่งหนุ่มที่รวยและอายุน้อยที่สุดในอเมริกา โดยมีทรัพย์สินมากกว่า 75,000,000,000 บาท นายมาร์คจึงเป็นหนุ่มเนื้อโสดเนื้อหอมเป็นอย่างยิ่ง ชื่อของนายมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก จะโด่งดังเป็นพลุแตก เมื่อภาพยนตร์ที่สร้างจากชีวประวัติของเขา เรื่อง “The Social Network” ออกฉายในปีนี้ สังเกตได้นะครับว่า นายมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก มีวิธีการสร้างตัวคล้าย ๆ กับนายบิล เกตส์ คือลาออกจากมหาวิทยาลัย ทั้ง ๆ ที่ยังเรียนไม่จบ เพราะรู้จักวิธีคิด สร้างความคิด จากจิตนการ หรือ Vision ที่ได้จากการค้นคว้าและการศึกษา ซึ่งสร้างให้เขารู้จักเป็นนักคิด และสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ จากเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่สามารถสร้างความสำเร็จและความร่ำรวย จากความเข้าใจผสมผสานกับความต้องการ สภาพแวดล้อมทางสังคมของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่หยุดยั้ง

03

ประวัติ Facebook

เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2548 Mark Zuckerburg ได้เปิดตัวเว็บไซต์ facebook ซึ่งเป็นเว็บประเภท social network ที่ตอนนั้น เปิดให้เข้าใช้เฉพาะนักศึกษาของมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดเท่านั้น และเว็บนี้ก็ดังขึ้นมาในชั่วพริบตา เพราะแค่เพียงเปิดตัวได้สองสัปดาห์ ครึ่งหนึ่งของนักศึกษาที่เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ก็สมัครเป็นสมาชิก facebook เพื่อเข้าใช้งานกันอย่างล้นหลาม และเมื่อทราบข่าวนี้ มหาวิทยาลัยอื่น ๆ ในเขตบอสตั้นก็เริ่มมีความต้องการ และอยากขอเข้าใช้งาน facebook บ้างเหมือนกัน มาร์คจึงได้ชักชวนเพื่อของเค้าที่ชื่อ Dustin Moskowitz และ Christ Hughes เพื่อช่วยกันสร้าง facebook และเพียงระยะเวลา 4 เดือนหลังจากนั้น facebook จึงได้เพิ่มรายชื่อและสมาชิกของมหาวิทยาลัยอีก 30 กว่าแห่ง

ไอเดียเริ่มแรกในการตั้งชื่อ facebook นั้นมาจากโรงเรียนเก่าในระดับมัธยมปลายของมาร์ค ที่ชื่อฟิลิปส์ เอ็กเซเตอร์ อะคาเดมี่ โดยที่โรงเรียนนี้ จะมีหนังสืออยู่หนึ่งเล่มที่ชื่อว่า The Exeter Face Book ซึ่งจะส่งต่อ ๆ กันไปให้นักเรียนคนอื่น ๆ ได้รู้จักเพื่อน ๆ ในชั้นเรียน ซึ่ง face book นี้จริง ๆ แล้วก็เป็นหนังสือเล่มหนึ่งเท่านั้น จนเมื่อวันหนึ่ง มาร์คได้เปลี่ยนแปลงและนำมันเข้าสู่โลกของอินเทอร์เน็ต

เมื่อประสบความสำเร็จขนาดนี้ ทั้งมาร์ค ดัสติน และ ฮิวจ์ ได้ย้ายออกไปที่ Palo Alto ในช่วงฤดูร้อนและไปขอแบ่งเช่าอพาร์ทเมนท์ แห่งหนึ่ง หลังจากนั้นสองสัปดาห์ มาร์คได้เข้าไปคุยกับ ชอน ปาร์คเกอร์ (Sean Parker) หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Napster จากนั้นไม่นาน ปาร์คเกอร์ก็ย้ายเข้ามาร่วมทำงานกับมาร์คในอพาร์ตเมนท์ โดยปาร์คเกอร์ได้ช่วยแนะนำให้รู้จักกับนักลงทุนรายแรก ซึ่งก็คือ ปีเตอร์ ธีล (Peter Thiel) หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Paypal และผู้บริหารของ The Founders Fund โดยปีเตอร์ได้ลงทุนใน facebook เป็นจำนวนเงิน 500,000 เหรียญสหรัฐฯ

ด้วยจำนวนสมาชิกหลายล้านคน ทำให้บริษัทหลายแห่งสนใจในตัว facebook โดย friendster พยายามที่จะขอซื้อ facebook เป็นเงิน 10 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในกลางปีพ.ศ. 2548 แต่ facebook ปฎิเสธข้อเสนอไป และได้รับเงินทุนเพิ่มเติมจาก Accel Partners เป็นจำนวนอีก 12.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในตอนนั้น facebook มีมูลค่าจากการประเมินอยู่ที่ประมาณ 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

facebook ยังเติบโตต่อไป จนถึงเดือนกันยายนปีพ.ศ. 2549 ก็ได้เปิดในโรงเรียนในระดับมัธยมปลาย เข้าร่วมใช้งานได้ และในเดือนถัดมา facebook ได้เพิ่มฟังค์ชั่นใหม่ โดยสามารถให้สมาชิก เอารูปภาพมาแบ่งปันกันได้ ซึ่งฟังชั่นนี้ได้ัรับความนิยมอย่างล้นหลาม ในฤถูใบไม้ผลิ facebook ได้รับเงินจากการลงทุนเพิ่มอีกของ Greylock Partners, Meritech Capitalพร้อมกับนักลงทุนชุดแรกคือ Accel Partners และ ปีเตอร์ ธีล เป็นจำนวนเงินถึง 25 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมูลค่าการประเมินมูลค่าในตอนนั้นเป็น 525 ล้านเหรียญ หลังจากนั้น facebook ได้เปิดให้องค์กรธุรกิจหรือบริษัทต่าง ๆ ให้สามารถเข้าใช้งาน facebook และสร้าง network ต่าง ๆ ได้ ซึ่งในที่สุดก็องค์กรธุรกิจกว่า 20,000 แห่งได้เข้ามาใช้งาน และสุดท้ายในปีพ.ศ. 2550 facebook ก็ได้เปิดให้ทุกคนที่มีอีเมล์ ได้เข้าใช้งาน ซึ่งเป็นยุคที่คนทั่วไป ไม่ว่าเป็นใครก็สามารถเข้าไปใช้งาน facebook ได้เพียงแค่คุณมีอีเมล์เท่านั้น

04

ในช่วงฤดูร้อนปี 2550 ครั้งนั้น Yahoo พยายามที่จะขอซื้อ facebook ด้วยวงเงินจำนวน 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมีรายงานว่ามาร์คได้ทำการตกลงกันด้วยวาจาไปแล้วด้วยว่า จะยอมขาย facebook ให้กับ Yahoo และเพียงแค่สองสามวันถัดมา หุ้นของ Yahoo ก็ได้พุ่งขึ้นสูงเลยทีเดียว แต่ว่าข้อเสนอซื้อได้ถูกต่อรองเหลือเพียงแค่ 800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทำให้มาร์คปฎิเสธข้อเสนอนั้นทันที ภายหลังต่อมา ทาง Yahoo ได้ลองเสนอขึ้นไปที่ 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ อีกครั้ง คราวนี้มาร์คปฎิเสธ Yahoo ทันที และได้รับชื่อเสียงในทางไม่ดีว่า ทำธุรกิจเป็นเด็กฯ ไปในทันที นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มาร์คปฎิเสธขอเสนอซื้อบริษัท เพราะเคยมีบริษัท Viacom ได้เคยลองเสนอซื้อ facebook ด้วยวงเงิน 750 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และถูกปฎิเสธไปแล้วในเดือนมีนาคมปี 2550

มีข่าวอีกกระแสหนึ่งที่ไม่ค่อยดีสำหรับ facebook ที่ได้มีการโต้เถียงกันอย่างหนัก กับ Social Network ที่ชื่อ ConnectU โดยผู้ก่อตั้ง ConnectU ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนกับมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์กที่ฮาเวิร์ด ได้กล่าวหาว่ามาร์คได้ขโมยตัว source code สำหรับ facebook ไปจากตน โดยกรณีนี้ได้มีเรื่องมีราวไปถึงชั้นศาล และตอนนี้ได้แก้ไขข้อพิพาทกันไปเรียบร้อยแล้ว

ถึงแม้ว่าจะ่มีข้อพิพาทอย่างนี้เกิดขึ้น การเติบโตของ facebook ก็ยังขับเคลื่อนต่อไป ในฤดูใบไม่ร่วงปี 2551 facebook มีสมาชิกที่มาสมัครใหม่มากกว่า 1 ล้านคนต่อสัปดาห์ โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่วันละ 200,000 คน ซึ่งรวมกันแล้วทำให้ facebook มีสมาชิกมากถึง 50 ล้านคน โดย facebook มียอดผู้เข้าชมเฉลี่ยอยู่ที่ 40,000 ล้านเพจวิวต่อเดือน จากวันแรกที่ facebook เป็น social network ของนักศึกษามหาวิทยาลัย จนวันนี้ สมาชิกของ facebook 11% มีอายุมากกว่า 35 ปี และสมาชิกที่มีอายุมากกว่า 30 ปีก็เข้ามาสมัครใช้ facebook กันเยอะมาก นอกเหนือจากนี้ facebook ยังเติบโตอย่างยิ่งใหญ่ในตลาดต่างประเทศอีกด้วย โดย 15% ของสมาชิก เป็นคนที่อยู่ในประเทศแคนาดา ซึ่งมีรายงานออกมาด้วยว่า ค่าเฉลี่ยของสมาชิกที่มาใช้งาน facebook นั้ินอยู่ที่ 19 นาทีต่อวันต่อคน โดย facebook ถือได้ว่าเป็นเว็บไซต์ที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดเป็นอันดับ 6 ของสหรัฐอเมริกาและเป็นเว็บไซต์ที่มีผู้อัพโหลดรูปภาพสูงที่สุดด้วยจำนวน 4 หมื่นหนึ่งพันล้านรูป

จากจำนวนสถิติเหล่านี้ ไมโครซอฟต์ได้ร่วมลงทุนใน facebook เป็นจำนวนเงิน 240 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อแลกกับหุ้นจำนวน 1.6 % ในเดือนตุลาคม 2551 ทำให้มูลค่ารวมของ facebook มีมากกว่า 15,000 ล้านบาท และทำให้ facebook เป็นบริษัทอินเทอร์เน็ตที่มีมูลค่าสูงเป็นอันดับ 5 ในหมู่บริษัทอินเทอร์เน็ตในสหรัฐอเมริกา ด้วยมูลค่ารายรับต่อปีเพียงแค่ 150 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หลายฝ่ายได้อธิบายว่า การตัดสินใจของไมโครซอฟต์ในครั้งนี้ทำเพียงเพื่อที่จะเอาชนะ Google ซึ่งเป็นคู่แข่งขันที่จะขอซื้อ facebook ในครั้งเดียวกันนั้น

10 อันดับเมืองที่มีคนเล่น Facebook มากที่สุดในโลก

อันดับที่ 1 ได้แก่เมือง กรุงเทพ ประเทศ ไทย มีคนเล่นกว่า 8,682,940 คน

อันดับที่ 2 ได้แก่เมือง จาร์กาต้า ประเทศ อินโดนีเซีย มีคนเล่นกว่า 7,434,580 คน

อันดับที่ 3 ได้แก่เมือง อิสตันบูล ประเทศ ตุรกี มีคนเล่นกว่า 7,066,700 คน

อันดับที่ 4 ได้แก่เมือง ลอนดอน ประเทศ อังกฤษ มีคนเล่นกว่า 6,139,180 คน

อันดับที่ 5 ได้แก่เมือง โบโกต้า ประเทศ โคลัมเบีย มีคนเล่นกว่า 6,112,120 คน

อันดับที่ 6 ได้แก่เมือง เซาเปาโล ประเทศ บราซิล มีคนเล่นกว่า 5,718,220 คน

อันดับที่ 7 ได้แก่เมือง เม็กซิโกซิตี้ ประเทศ เม็กซิโก มีคนเล่นกว่า 4,294,820 คน

อันดับที่ 8 ได้แก่เมือง ซานเตียโก ประเทศ ชิลี มีคนเล่นกว่า 4,129,700 คน

อันดับที่ 9 ได้แก่เมือง มุมไบ ประเทศ อินเดีย มีคนเล่นกว่า 3,700,460 คน

อันดับที่ 10 ได้แก่เมือง บัวโนสไอเรส ประเทศ อาเจนติน่า มีคนเล่นกว่า 3,533,840 คน

ไปหน้าบทความที่หน้าสนใจ